แทบช็อค!! 7 พิธีกรรมแปลกปลาดจากทั่วโลก “ที่คุณอาจไม่คุ้นเคยกับมัน” หรืออาจจะไม่เคยได้ยินมาก่อน!! แบบนี้ก็มีหรอ!?

733

ความเชื่อ พิธีกรรม ประเภณี มีบนโลกนี้มาอย่างยาวนาน โดยทุกพิธีกรรมความเชื่อล้วนเมื่อเหตุและที่มาที่ทำลงไปแต่โดยส่วนมากแล้วก็เกี่วยกับจิตใจ แต่โลกนี้ก็มีพิธีกรรมแปลกๆให้ได้เห็น เช่นการทำร้ายตัวเอง ทรมาณตัวเอง หลายคนคงสงสัยกันว่าทำไปเพื่ออะไร วันนี้เราพามาดูเหล่าพิธีกรรมแปลกๆที่คุณไม่คุ้นเคย

1. วัฒนธรรมตัดนิ้วมือ

เมื่อมีการเสียชีวิตของสมาชิกในครอบครัวของชนเผ่า Dani ในอินโดนีเซีย ถือเป็นความสูญเสียสะเทือนอารมณ์มากๆ โดยเฉพาะกับผู้หญิง เพราะผู้หญิงในครอบครัวจะถูกบังคับให้ตัดนิ้วมือส่วนหนึ่งออก

1-129

แต่ก่อนที่จะทำการตัดนิ้วมือ พวกเขาจะทำการนำเชือกมามัดนิ้วไว้ 30 นาทีเพื่อให้เกิดความรู้สึกชา และเมื่อตัดนิ้วมือออกแล้ว ก็จะทำการเผาปลายนิ้วที่ถูกตัดเพื่อเป็นการปิดแผล

2-123

ประเพณีนี้ถือเป็นวิธีปฏิบัติทางวัฒนธรรมที่แปลกที่สุดในโลก ที่ทำขึ้นเพื่อให้เกียรติบรรพบุรุษ ปัจจุบันยังหลงเหลืออยู่ในแค่ในหมู่บ้านเล็กๆ เท่านั้น

2. วัฒนธรรม Endocannibalism

ชนเผ่า Yanomami อาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่อยู่ในป่าฝนอะเมซอนใกล้กับชายแดนเวเนซูเอลาและบราซิล พวกเขามักเป็นที่รู้จักในฐานะผู้สืบทอดวัฒนธรรม Endocannibalism

4-110

Endocannibalism คือวัฒนธรรมการกินคนในชนเผ่าตัวเองหลังจากพวกเขาเสียชีวิตแล้ว โดยจะเอาศพมาชำแหละบนใบไม้ที่ปูไว้ แล้วก็ตากแห้งเอาไว้ให้แมลงมากัดกิน

หลังจากทิ้งไว้ประมาณ 30-45 วัน พวกเขาก็จะนำกระดูกที่เหลือมาบดแล้วผสมลงไปในซุปกล้วย จากนั้นก็จะร่วมกันกินทั้งหมู่บ้าน ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติมากๆ สำหรับพวกเขา

Davi Yanomami with Yanomami children, Brazil

อีกหนึ่งปีต่อมา พวกเขาจะนำขี้เถ้าที่เก็บไว้มาต้มเป็นซุปอีกครั้ง โดยมีความเชื่อว่าทำแบบนี้แล้ววิญญาของคนตายจะหาทางไปสู่สวรรค์ได้

6-92

3. วัฒนธรรมการใช้ชีวิตกับคนตาย

ชาวโตราจาจากประเทศอินโดนีเซียจะมีประเพณีขุดศพคนตายขึ้นมาจากหลุมศพในทุกๆ ปี เพื่อที่จะใช้ชีวิตร่วมกับศพเหมือนตอนยังมีชีวิตอยู่

7-91 (1)

แต่ทุกอย่างไม่ได้จบแค่นี้ พวกเขาจะนำเสื้อผ้าชุดใหม่ที่เตรียมไว้มาใส่ให้ศพนั้นไว้แล้วจะพาเดินรอบๆ หมู่บ้าน และแม้ว่าศพนั้นจะอยู่มานานเป็นสิบๆ ปี พวกเขาจะขุดขึ้นมาประกอบพิธีทุกปี

ส่วนวัตถุประสงค์หลักของพิธีกรรมนี้ ก็เพื่อนำศพขึ้นมาล้าง ทำความสะอาด เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ให้ และพาศพกลับมาเยี่ยมชมบ้านตัวเอง

8-74

นั่นหมายความว่า ถ้าศพคนในหมู่บ้านถูกฝังอยู่นอกหมู่บ้านหรือที่อื่น พวกเขาก็จะทำการขุดศพนั้นขึ้นมาแล้วพากลับมาทำพิธีที่หมู่บ้านหรือบ้านเกิดของศพนั้นๆ

9-64

4. วัฒนธรรมบูชาหมีของชาวไอนุ

ชาวไอนุมีถิ่นกำเนิดจากตอนเหนือของญี่ปุ่นและรัสเซีย  พวกเขาจะมีวิถีชีวิตที่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ โดยมีความเชื่อว่าพระเจ้าแปลงกายมาเป็นหมีที่อยู่ร่วมกับมนุษย์เพื่อปกป้อง รักษาและให้ชีวิตแก่มนุษยชาติ10-63

ดังนั้นพวกเขาจึงพิธีกรรมสำคัญที่เรียกว่า “Iyomante” ซึ่งเป็นการส่งวิญญาณของสัตว์กลับคืนสู่สวรรค์ โดยจะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์

พวกเขาจะทำการบูชายัญหมี โดยการจับลูกหมีมาเลี้ยงดูอย่างดีเป็นเวลา 2 ปี จากนั้นก็จะทำพิธีส่งพวกมันกลับสู่สวรรค์เพื่อเป็นการส่งข้อความถึงบิดาแห่งหมีผู้ยิ่งใหญ่บนท้องฟ้า

11-3

ส่วนเนื้อหนังของหมีจะถูกนำมาใช้เป็นอาหารและเครื่องนุ่งห่ม ในขณะที่กะโหลกหมีนั้นจะถูกนำไปเป็นเครื่องสักการะบูชาเพื่อระลึกถึงพระเจ้า

แน่นอนว่าสำหรับคนภายนอกแล้ว พวกเขามองว่ามันเป็นพิธีกรรมที่โหดร้ายและน่ากลัว เพราะถือเป็นการทารุณกรรมสัตว์ ดังนั้นหลายคนจึงไม่เห็นด้วยกับพิธีดังกล่าว

12-3

5. พิธีทำร้ายตัวเอง

สาวกบางส่วนของนิกายชีอะห์ของศานาอิสลาม เช่น ปากีสถาน อิรัก อิหร่าน ตุรกี แาเซอไบจาน เลบานอน และบาเรห์น มีการประกอบพิธีเฆี่ยนและทำร้ายตัวเองด้วยใบมีดเพื่อให้เลือดไหลออกจากร่างกาย

13-45 (1)

พิธีกรรมนี้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งจัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงความทุกข์ทรมานของฮุสเซนผู้เป็นหลานชายของศาสดามูฮัมหมัด

14-3

อย่างไรก็ตามผู้ที่ร่วมทำพิธีนี้เป็นเพียงแค่สาวกชีอะห์บางส่วนเท่านั้น เพราะยังมีนักบวชชีอะห์บางกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยและได้ตำหนิพิธีดังกล่าว

15-37

6. พิธีอุ้มภรรยาข้ามถ่านไฟ

จีนถือเป็นประเทศหนึ่งที่มีวัฒนธรรมแปลกๆ มากที่สุด และหนึ่งในนั้นคือ การอุ้มภรรยาข้ามถ่านไฟร้อนๆ ซึ่งเป็นประเพณีดั้งเดิมที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น

ผู้ที่เข้าร่วมพิธีนี้คือคู่รักที่เพิ่งจะแต่งงานกันใหม่ๆ ซึ่งจะให้สามีอุ้มภรรยาก่อนพาเข้าบ้านฝ่ายชาย โดยมีความเชื่อว่าทำแบบนี้แล้วภรรยาจะทำงานได้ดีและทั้งคู่จะประสบความสำเร็จ

แต่ก็ยังมีชาวจีนบางส่วนออกมาคัดค้านพิธีกรรมนี้ เนื่องจากเป็นการทำที่อันตรายและเสี่ยงต่อชีวิตของคู่บ่าวสาว พวกเขาให้ความเห็นว่าพิธีกรรมนี้ไม่ควรมีอยู่อีกต่อไป

16-32

7. พิธีศพของชาวเอสกิโม

ชาวเอสกิโมมีพิธีกรรมหนึ่งที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักนัก เพราะปัจจุบันเหลือแค่ไม่กี่หมู่บ้านเท่านั้นที่ทำ พิธีที่ว่านี้คือ การนำคนเฒ่าคนแก่ของหมู่บ้านไปปล่อยทิ้งไว้ขนภูเขาน้ำแข็ง แล้วให้เขาเผชิญกับความตายด้วยตัวเอง

ชาวเอสกิโมมีความเชื่อว่า เป็นการสร้างความสะบายใจให้กับคนแก่ที่ไม่อยากเป็นภาระของครอบครัว ดังนั้นลูกหลานจึงส่งพวกเขาสู่ความตายอย่างสง่างาม

17-33