มาพร้อมหายนะ!! 10 อันดับ “ของใช้ที่ต้องคำสาป” หากผู้ใดใช้อาจถึงแก่ความตายได้!!

3583

วันนี้เราจะมาดู 10 อันดับของใช้ต้องคำสาปจากทั่วโลก ที่จะทำให้คุณสยองขนหัวลุก!! ในบ้าน ในครอบครัวของแต่ละคนก็จะมีของเก่าแก่ หรือมรดกตกทอดจากรุ่นสู่รุ่นที่มีอายุยาวนานกว่าเจ้าของบ้านอย่างน้อยหลังละ 1 ชิ้น หรืออย่างน้อยก็ต้องมีของที่มีประวัติบ้าง หรืออาจจะมีอาถรรพ์ มีคำสาปก็เป็นได้

10 ชุดแต่งงานที่ไม่มีวันได้ใช้..

เป็นเรื่องราวของสาว Anna Baker ลูกสาวมหาเศรษฐี ในยุค 1800 แน่นอนว่าในสมัยนั้นหน้าที่ของผู้หญิงที่ดีก็คือเป็นภรรยา

พ่อของเธอก็เลยหาชายที่คู่ควรกับเธอมาให้ แต่เธอก็ปฏิเสธไปทุกคน เพราะจริงๆ แล้วเธอกำลังรักกับคนงานในบ้านที่มีฐานะต่ำต้อย คนเป็นพ่อก็ทำได้เพียงแต่ห้าม เธอเลยประกาศกร้าวว่าถ้าเธอไม่ได้แต่งงานกับชายคนนี้เธอจะไม่มีวันแต่งงานอีก และก็จริงที่เธอครองโสดจนวันสุดท้ายของชีวิต

แต่เรื่องราวของเธอไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะเธอเคยได้เลือกชุดแต่งงานไว้ และตอนนี้ชุดแต่งงานชุดนั้นก็ได้จัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ของ Blair County ในคฤหาสน์เดิม ที่เธอเคยอยู่ และบางครั้งก็มีคนเห็นชุดนั้นสั่น ขยับเขยื้อนเองได้ คนเลยคิดว่าเป็นวิญญาณของเธอที่มาสวมชุดแต่งงาน (ที่เธอไม่เคยได้ใส่)

9 ไม้เท้าผีสิง

ไม้เท้าอันนี้ถูกวางขายอยู่ในอีเบย์ในราคาถึง 65,000 เหรียญดอลล่าร์สหรัฐ (ราวๆ 2.2 ล้านบาท) เลยทีเดียว และสาเหตุที่มันแพงถึงขนาดนี้ก็เพราะมันไม่ใช้ไม้เท้าธรรมดา มันคือไม้เท้าผีสิงนั่นเอง

โดย Mary Anderson หญิงที่อาศัยอยู่ในรัฐอินเดียน่า เป็นผู้นำออกขาย เพราะคิดว่าการขายไม้เท้าอันนี้ออกไปจะช่วยให้ลูกชายวัย 6 ปีของเธอหายกลัว

เนื่องจากเขาเชื่อว่าวิญญาณของปู่เขายังคงวนเวียนอยู่ในบ้าน..ทำเอาเด็กชายวันๆ ไม่เป็นอันทำอะไร นอกจากกลัวผี (ปู่) โดยปัจจุบันที่อยู่ใหม่ของไม้เท้าผีสิงนี้คือที่คาสิโน Golden Palace บนเกาะ Antigua นั่นเอง

8 กล่องไม้อาถรรพ์

กล่องไม้นี้เรียกได้ว่ามีคนเป็นเจ้าของไม่ต่ำกว่า 5 คน โดยคนแรกคือคุณยายคนหนึ่งที่รักและหวงแหนเจ้ากล่องนี้มาก จนกระทั่งเธอตายไปไม่นานหลานเธอก็นำของรักทั้งหมดของเธอออกขาย จนชายคนนึงมาเห็นเข้าจึงซื้อเก็บไว้

แต่ดันไปได้ยินเรื่องราวของกล่องนี้ว่า ชาวยิวโบราณเชื่อว่ามันมีปีศาจร้ายสิงอยู่ ซึ่งหลังจากที่เค้ามีเจ้ากล่องนี้ได้ไม่นานร้านค้าของเค้าก็ระเบิดโดยไม่ทราบสาเหตุ จึงได้ส่งกล่องนี้ไปยังแม่ และอยู่ดีๆ แม่เขาก็ป่วยเป็นอัมพาต กล่องจึงตกมาอยู่ที่เค้าอีกครั้ง พร้อมกับการฝันร้ายถึงหญิงแก่หน้าตาอัปลักษณ์ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า พร้อมกับรอยแผลตามตัวเมื่อตื่น เค้าจึงตัดสินใจขายมันซะ

ซึ่งทุกคนที่เป็นเจ้าของก็เจอเรื่องประหลาดๆ กันทั้งนั้น จนเจ้าของคนสุดท้าย Jason Haxton ที่ชินกับมันซะแล้ว เลยเขียนออกมาเป็นหนังสือเรื่อง The Dibbuk Box ซะเลย

7 แหวนของวาเลนติโน

Rudolph Valentino นักแสดงหนังเงียบของฮอลลิวูด เป็นคนซื้อแหวนวงนี้มาจากร้านเครื่องประดับในปี ค.ศ.1920 ซึ่งความพิเศษของแหวนวงนี้ก็คือ มันประดับด้วยอัญมณีที่เรียกกันว่า “ตาเสือ”

เมื่อเค้าซื้อมาก็เลยนำไปอวดเพื่อนๆ แต่เพื่อนกลับบอกว่าเห็นภาพของวาเลนติโนที่ซีดเผือดและดูคล้ายคนตายบนแหวน!! ซึ่งก็ไม่มีใครเชื่อ แต่ลังจากนั้นภาพยนตร์ทุกเรื่องของเค้าก็ล้มเหลวทั้งหมด

และอีก 6 ปีต่อจากนั้นก็เสียชีวิตลง เหยื่อคนต่อมาของแหวนวงนี้ก็คือ Pola Negri คนรักของเค้านั่นเอง ที่มีอาการป่วยหนักจนทำงานไม่ได้ อีกคนก็คือ Russ Colombo นักแสดงที่มาแสดงเป็นวาเลนติโน่ และได้สวมแหวนวงนี้ ก็ถูกยิงภายในไม่กี่วัน นี่ยังไม่ใช่ทุกคนที่ตายเพราะแหวนวงนี้..ปัจจุบันไม่มีใครรู้ว่ามันอยู่ที่ไหน กับใคร?

6 กะโหลกกรีดร้องแห่งหอประชุม Burton Agnes

ในแถบสหราชอาณาจักร มีการบันทึกไว้ว่า หัวกะโหลกหลายชิ้นที่ถูกย้ายออกมาจากที่อยู่จะทำให้เกิดปรากฏการณ์ลึกลับที่เกี่ยวกับวิญญาณและเสียงกรีดร้องที่ไม่สามารถอธิบายได้ หนึ่งในหัวกะโหลกกรีดร้องที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ หัวกะโหลกของ Anne ในหอประชุม Burton Agnes

โดยก่อนที่เธอจะสิ้นใจเธอได้ขอร้องให้ทุกคนนำหัวของเธอมาไว้ที่นี่ แต่ตอนนั้นก็ไม่มีใครทำตามคำขอนั้น จนผ่านมาทุกคนได้ยินเสียงร้องโหยหวน ครวญครางดังไปทั่วหอประชุม ญาติๆ ของเธอเลยไปดูที่หลุมฝังศพและนำส่วนหัวกะโหลกของเธอออกมาไว้ในหอประชุม จึงพบว่าเสียงร้องนั้นหายไป ต่อมาหอประชุมนั้นก็ถูกสืบทอดไปเรื่อยๆ

และเมื่อไหร่ที่มีคนพยายามจะนำหัวกะโหลกออกไป ตึกก็จะสั่นรูปภาพทั้งหลายก็จะตกลงมา เลยทำการตกลงกันไว้ว่าว่าเก็บหัวกะโหลกไว้ในตึกเหมือนเดิม แต่จะซ่อนไว้ในกำแพง

5 กระจกผีสิงที่ The Myrtles Plantation

เป็นสถานที่เกิดโศกนาฏกรรมของตระกูล Woddruff เรื่องเกิดขึ้นหลังจากที่ Chloe สาวใช้ดันไปได้ยินบทสนทนาลับของเจ้านาย จึงโดนลงโทษด้วยการถูกตัดหู และเมื่อเจ้านายใช้เธอไปทำอะไรก็ต้องทำ อย่างเช่นการวางยาพิษคนในบ้าน เพื่อให้ป่วย แต่เธอดันใส่ยาเยอะเกินไปเลยทำให้ภรรยา และลูกสาวทั้ง 2 คนต้องตาย เธอจึงโดนแขวนคอให้ตามตามไป

 

ซึ่งในสมัยก่อนมีประเพณีที่ว่าเมื่อในบ้านมีคนตายกระจกทุกบานจะถูกผ้าคลุมเอาไว้ ยกเว้น 1 บาน ที่ไม่ถูกคลุมเอาไว้ ซึ่งเป็นบานที่สามารถมองเห็นวิญญาณแม่ลูกตระกูล Woodruff ซึ่งถูกขังไว้ในกระจก หรือไม่ก็สาวใช้ Chloe กับผ้าโพกสีเขียวที่เธอใช้เป็นประจำนั่นเอง

4 ภาพของปีศาจ

หรือ The Anguished Man นี้เป็นมรดกตกทอดที่ Sean Robinson ได้รับมาจากยายของเค้า โดยตอนยังเด็กยายมักเล่าให้ฟังเสมอว่าภาพนี้คือภาพปีศาจ เพราะศิลปินที่วาดนั้นใช้เลือดของตัวเองผสมลงไปในสี เมื่อวาดรูปนี้เสร็จก็ฆ่าตัวตาย

ซึ่งบ่อยครั้งยายก็จะได้ยินเสียงคนร้องไห้ กรีดร้องออกมาจาในภาพ และแน่นอนว่าเมื่อ Sean ได้เป็นเจ้าของเค้าก็นำมันมาแขวนไว้ในบ้าน ต่อมาลูกชายก็ได้ตกบันได ภรรยาก็รู้สึกแปลกเหมือนมีใครมาลูบผม!! แต่ยังไงเค้าก็ยังไม่ยอมขายภาพนี้ให้ใครทั้งนั้น

3 เตียงสองชั้นผีสิง

ครอบครัว Tallman ได้ซื้อเตียงสองชั้นสุดหลอนนี้มาจากร้านขายของมือสอง เมื่อนำเข้ามาในบ้านเท่านั้นแหละ เรื่องประหลาดก็เกิดขึ้นตลอดเวลาทั้งลูกๆ เกิดป่วยอย่างไม่มีสาเหตุ วิทยุเปลี่ยนคลื่นเอง หรือการฝันเห็นแม่มดของเด็กที่นอนบนเตียงนั้น

จึงได้ไปเชิญพระมาไล่ผี แต่ก็ทำให้บ้านสงบได้ไม่นาน หลังจากนั้นผู้เป็นพ่อก็ได้ยินเสียงเรียกแปลก เมื่อตามเสียงไปก็พบว่าไฟกำลังไหม้รถ จึงรีบวิ่งไปหยิบถังดับเพลิง

แต่เมื่อกลับมาก็พบว่ารถอยู่ในสภาพปกติ ทำให้เค้าตัดสินใจที่จะเผาเตียงนั้นทิ้ง ซึ่งหลังจากนั้นก็ไม่เกิดเหตุการณ์ประหลาดอีกเลย

2 ภาพวาดผีสิง

ในอีเบย์ภาพนี้ถูกประกาศขายในเว็บไซต์ eBay ในปี 2000 โดยสามีภรรยาคู่หนึ่งได้นำรูปนี้ไปติดไว้ในห้องนอนของลูกสาว ไม่นานลูกก็มาบ่นให้ฟังบ่อยๆ ว่าเด็กสองคนในภาพชอบออกมาทะเลาะกัน ตอนแรกพ่อแม่ก็ไม่เชื่อแต่นานๆ เข้าก็เริ่มขนลุก

จึงได้ติดกล้องที่สามารถตรวจจับความร้อนได้ จึงได้ภาพสุดหลอนเหมือนเด็กสาวกำลังใช้ปืนจี้เด็กชายอยู่!! ด้วยความหลอนแบบนั้นจึงต้องนำออกมาขาย สุดท้ายมันก็ไปอยู่ในมือเจ้าของแกลเลอรี่ Perceptions ที่ได้ติดต่อ Bill Stoneham จิตรกรเจ้าของภาพมาสอบถาม จึงได้รู้ว่าจริงๆ แล้วภาพนั้นคือตัวเขา กับเด็กสาวข้างบ้านเมื่อตอนเยาว์วัย แต่ก็ยังงงๆ ว่าทำไมถึงกลายเป็นภาพหลอนไปได้

1 เก้าอี้แห่งความตาย

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 1702 เมื่อ Thomas Busby ถูกติดสินโทษประหารโดยการแขวนคอ ได้ขอให้อาหารมื้อสุดท้ายของเค้าคือการนั่งทานอาหารในร้านประจำ ซึ่งเค้าได้พูดก่อนที่จะลุกจากเก้าอี้นั่นว่า “ใครมานั่งจะไม่ได้ตายดี” ทำเอาแต่ละคนต่างกลัวไม่กล้านั่ง แต่ผู้กล้าบางคนก็อยากที่จะท้าทายเลยไปนั่งดู

และแน่นอนว่าคนเหล่านั้นก็ตายตามที่ Thomas ได้บอกไว้จนได้เก้าอีกนั้นถูกขนานนามว่าเป็น Chair of Death เจ้าของร้านจึงส่งเก้าอี้นี้ไปให้พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในปี 1972 นอกจากนั้นยังวางเก้าอี้ตัวนี้ให้สูงจากพื้นถึง 5 ฟุต เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้มีคนมานั่งอีกนั่นเอง

ขอบคุณข้อมูลจาก : wtfintheeworld