แบบนี้เองเหรอ!? เหตุผลจริงๆ “ผู้หญิงที่โดนข่มขืน..สุดท้ายจะสมยอมหรือเปล่า!?”มาดูกันชัดๆ!!

6829

จากเหตุการณ์ข่มขืนที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากทั่วโลก เราจะเห็นได้ว่าผู้หญิงมักจะตกเป็นเหยื่อความรุนแรงเสมอและความที่เป็นเพศหญิงหรือเพศแม่นั้นทำให้สังคมและมุมมองของผู้คนส่วนใหญ่มักจะเห็นใจผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย อาจด่วนสรุปจากเรื่องราวที่ได้ยินได้ฟังว่าผู้ฝ่ายคนนี้เป็นฝ่ายผิดและเป็นผู้ข่มขืน หญิงสาว ผู้ที่ได้ยินได้ฟังมาจึงให้ความเห็นอกเห็นใจ กับผู้หญิงที่ตกเป็นผู้เสียหายซะมากกว่า

ในทางตรงกันข้ามผู้ชายที่อาจจะเป็นคนข่มขืนจริงหรือเป็นเพียงบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนข่มขืนมักจะตกเป็นจำเลยของสังคมไปแล้วว่าเป็นผู้กระทำผิดจริงแม้ว่าในภายหลังพวกเขาเหล่านี้อาจจะไม่ได้ทำผิดเลยก็ตาม

หลายๆ ครั้งที่มีคดีเกี่ยวกับความรุนแรงทาง เพศเกิดขึ้น ผู้หญิงมักจะให้การกับตำรวจว่าพวกเธอถูกข่มขืนมา ในขณะที่ผู้ชายก็จะให้การยอมรับว่าพวกเขามีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงเหล่านี้จริง เพียงแต่ว่าพวกเขาไม่ได้ทำการข่มขืนพวกเธอและผู้หญิงเหล่านี้ต่างหากที่ยินยอมที่จะมีเพศสัมพันธ์ด้วย

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นและได้ยินอยู่บ่อยครั้ง แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้หญิงที่มาแจ้งความว่าตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงทางเพศเหล่านี้ถูกข่มขืนจริงๆ หรือว่าพวกเธอเหล่านี้สมยอมในการมีเพศสัมพันธ์กัน…..

 

1. ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อยังถือว่าเป็นเด็กและเยาวชนอยู่ เพราะเมื่อเด็กยังไม่บรรลุนิติภาวะศาลจึงถือว่าเด็กอาจจะตอบรับไปด้วยความที่รู้ไม่เท่าทันความคิดของผู้ใหญ่ ดังนั้นถึงแม้ว่าเด็กๆ เหล่านี้อาจจะยินยอมหรือตกลงที่จะมีเพศสัมพันธ์ด้วย แต่ในทางกฎหมายแล้วถือว่าคำตกลงเหล่านี้เป็นโมฆะ ไม่สามารถนำมาใช้ได้  เนื่องจากที่อเมริกาในแต่ละรัฐจะมีกฎหมายบังคับใช้เป็น ของตัวเอง อายุของเด็กและเยาวชนในแต่ละรัฐจึงแตกต่างกัน ส่วนใหญ่ค่าเฉลี่ยอายุเด็กหรือเยาวชนที่อเมริกาจะอยู่ที่อายุต่ำกว่า 16 หรือ 18 ปี ซึ่งศาลจะถือว่ายังไม่บรรลุนิติภาวะ

2. ถ้าผู้ที่ตกเป็นเหยื่อไม่ได้เป็นคนปกติหรือไม่มีสติครบถ้วนตอนที่มีเพศสัมพันธ์กัน ศาลจะถือว่าเป็นคดีข่มขืน ถ้าหากว่าบุคคลที่มีเพศสัมพันธ์ด้วยเป็นคนพิการ ผู้สูงอายุความจำไม่ค่อยดีแล้ว หรือผู้ที่ถูกวางยา ศาลจะถือว่าบุคคลเหล่านี้ไม่สามารถตกลงหรือยินยอมที่จะมีเพศสัมพันธ์ด้วย กรณีนี้รวมไปถึงการมีเพศสัมพันธ์ ในขณะที่เมาอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นคนข่มขืนหรือคนที่ถูกข่มขืน ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเมาอยู่หรือทั้งสองฝ่ายเมา ก็ถือว่าเป็นการข่มขืนได้ เพราะผู้ถูกกระทำไม่ได้มีสติครบถ้วนที่จะปฏิเสธได้

3. ถ้าเพศสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นเกิดจากการถูกบังคับ หรือมีการข่มขู่ให้ยอมมีเพศสัมพันธ์ด้วย เหตุการณ์เหล่านี้ให้ถือว่าเป็นการข่มขืน และแม้ว่าถ้าหากในตอนแรกมีการตกลงและยินยอมที่จะมีเพศสัมพันธ์กัน แต่ต่อมาหากมีการเปลี่ยนใจและขอให้อีกฝ่ายหยุด จะต้องยุติการมีเพศสัมพันธ์โดยทันที หากอีกฝ่าย ไม่ยอมหยุดและยังพยายามมีเพศ สัมพันธ์ต่อไปให้ถือว่าเหตุการณ์นี้เป็นการข่มขืนไม่ใช่การสมยอม

ถ้าหากไม่มีการพูดออกมาให้ชัดเจนว่ายินยอมหรือไม่ยินยอมที่จะมีเพศสัมพันธ์ด้วยอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการร้องไห้ หรืออาการ ตัวสั่นเพราะความกลัว ให้ถือว่าเป็นการปฏิเสธที่จะมีเพศสัมพันธ์ด้วย

หรือในกรณีที่ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงไม่ใช่เด็กและเยาวชน และในขณะที่มีเพศสัมพันธ์กันยังมีสติครบถ้วนและไม่ได้ใช้กำลังบังคับ ศาลอาจจะพิจารณาว่าเป็นการยินยอมที่จะมีเพศสัมพันธ์กันได้และไม่ใช่การข่มขืน

แน่นอนว่าการข่มขืนที่เกิดขึ้นโดยส่วนใหญ่มักจะไม่มีพยานรู้เห็นเหตุการณ์ เพราะฉะนั้นเราจึงไม่สามารถหาพยานบุคคลมายืนยันได้ว่าผู้หญิงเหล่านี้ยินยอมที่จะมีเพศสัมพันธ์ด้วยหรือพวกเธอเหล่านี้ถูกข่มขืน

วิธีการทดสอบทางวิทยาศาสตร์จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อพิสูจน์หาหลักฐานว่า ผู้หญิงที่ตกเป็นเหยื่อนั้นถูกข่มขืนหรือยินยอมที่จะมีเพศสัมพันธ์ด้วย เพื่อที่ผลการพิสูจน์นี้จะเป็นหลักฐานสำคัญเพื่อนำไปใช้ในชั้นศาลในเวลาต่อมา

การตรวจว่าผู้หญิงคนนี้ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงหรือสมยอมมีเพศสัมพันธ์ด้วยนั้น เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานทางนิติเวชวิทยาจะต้องเป็นคนตรวจสอบ ต้องมีการตรวจสอบและเก็บหลักฐานต่างๆ ตามร่างกายภายในเวลา 72 ชั่วโมงหลังจากมีเพศสัมพันธ์

โดยปกติแล้ว เรามักจะเห็นเจ้าหน้าที่ขอตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอของผู้ที่กระทำผิดว่ามีดีเอ็นเอตรงกับน้ำเชื้อที่เก็บได้จากช่องคลอดของผู้ที่ถูกข่มขืนหรือไม่ ซึ่งการตรวจดีเอ็นเอเหล่านี้เป็นเพียงขั้นตอนแรกเพื่อที่จะยืนยันว่า บุคคลนี้มีเพศสัมพันธ์ กับผู้ถูกข่มขืนจริงหรือไม่ แต่การตรวจดีเอ็นเอนั้นไม่สามารถระบุได้ว่าผู้หญิงคนนี้ถูกข่มขืนจริงๆ หรือยินยอมที่จะมีเพศสัมพันธ์ด้วย

แต่สิ่งแรกที่จะต้องมีการตรวจสอบคือ สภาพร่างกายและบาดแผลตามตัวของผู้ที่ถูกข่มขืนว่าตรง กับคำให้การที่บอกเล่าเหตุการณ์ไว้หรือไม่ เช่นถ้าหากมีการเล่าว่าถูกบีบหรือกัดที่แขน ก็จะต้องดูว่า มีรอยนิ้วมือที่ถูกบีบหรือรอยฟันที่ถูกกัดที่แขนหรือไม่ ถ้าหากตรวจพบว่ามีรอยช้ำและบาดแผลต่างๆ ตรง ตามคำที่ให้การไว้ เจ้าหน้าที่ก็จะถ่ายรูปเก็บไว้เป็นหลักฐาน

ถึงแม้ว่าผู้ที่ถูกข่มขืนโดยส่วนใหญ่มักจะไม่มี ร่องรอยของการบาดเจ็บ จากการสำรวจในอเมริกาพบว่ามีผู้ที่ตกเป็นเหยื่อจากการข่มขืนถึง 68% ไม่มี ร่องรอยการบาดเจ็บตามเนื้อตัว เพราะคนร้ายนั้นรู้ดีว่าการทิ้งร่องรอยต่างๆ เหล่านี้ไว้จะกลายเป็นหลักฐานมัดตัวพวกเขาได้ว่าหญิงสาวเหล่านี้ถูกพวกเขาข่มขืนและไม่ได้เต็มใจที่จะมีเพศสัมพันธ์ด้วย พวกเขาจึงเลือกวิธีที่จะไม่ทิ้งหลักฐานไว้ดีกว่า

อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ยังคงต้องตรวจดูตาม บริเวณศีรษะ หน้า ท้องแขน และต้นขา เพราะบริเวณ เหล่านี้มักจะเป็นบริเวณที่คนร้ายสัมผัสและอาจทิ้งร่องรอยของการฟกช้ำ แม้กระทั่งรอยแหวนที่คนร้าย ใส่ ซึ่งถ้าหากมีร่องรอยฟกช้ำเหล่านี้ก็เป็นการพิสูจน์ ได้เช่นกันว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการข่มขืน

อย่างที่สองที่เจ้าหน้าที่จะตรวจคือร่องรอยการฉีกขาดของอวัยวะเพศ ถ้าหากมีการฉีกขาดย่อมเป็นที่แน่นอนว่าเพศสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้เกิดจากความยินยอมของฝ่ายหญิง ซึ่งผลการศึกษา และสำรวจในอเมริกาก็พบว่า 68% ของผู้ที่ถูกข่มขืน สภาพอวัยวะเพศจะมีการฉีกขาด

นอกจากนี้จากการศึกษายังค้นพบอีกว่า ถ้าหากผู้หญิงโดนข่มขืนมาจริง เจ้าหน้าที่จะต้องพบหลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ว่าจะเป็นรอยช้ำตามร่างกายหรือการฉีกขาดของอวัยวะเพศ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่พบหลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง จากการข่มขืน เพราะการใช้พละ กำลังบังคับให้มีเพศสัมพันธ์ด้วยจะต้องทิ้งร่องรอยไว้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ซึ่งแตกต่างจากการยินยอมมีเพศสัมพันธ์ด้วยซึ่งไม่ต้องใช้ความรุนแรงในการมีเพศสัมพันธ์กัน

ถ้าหากว่าผู้เสียหายมาตรวจร่างกายหลังจาก 72 ชั่วโมงไปแล้ว ผลการตรวจร่างกายอาจจะไม่น่าเชื่อถือเท่าที่ควร อาจจะทำให้ผู้ต้องสงสัยสามารถแย้งได้ว่าตนเองไม่ได้ทำให้เกิดร่องรอยต่างๆ เช่นรอยฟกช้ำตามร่างกายอาจจะมีการเปลี่ยนสีไปและไม่สามารถระบุได้ว่าร่องรอยนี้เกิดจากการถูกข่มขืนหรือเกิดขึ้นจากเหตุการณ์อื่นๆ ก่อนหน้านี้รวมไปถึง การตรวจสอบการฉีกขาดบริเวณอวัยวะเพศด้วยซึ่งอาจจะเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ก่อนหน้าที่จะโดนข่มขืน ทำให้ผู้ต้องสงสัยสามารถร้องเรียนต่อศาลได้ว่าตนเองไม่ได้เป็นผู้กระทำให้เกิดร่องรอยเหล่านี้

นี่เป็นอีกหนึ่งวิธีทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถ พิสูจน์ได้ตามที่ผู้เสียหายที่เป็นผู้หญิงได้กล่าวอ้างว่า ตัวเองนั้นถูกข่มขืนจริงหรือไม่ หรือจะเป็นจริงตามที่ผู้ต้องสงสัยได้บอกว่าผู้หญิงเป็นฝ่ายยินยอมที่จะมีเพศสัมพันธ์ด้วย ซึ่งถ้าหากเป็นการข่มขืนจริงๆ ก็จะทำให้ผู้ต้องสงสัยกลายเป็นคนผิดทันทีและยังมีหลักฐานพร้อมอีกด้วย ดังนั้นคนร้ายเหล่านี้ก็จะไม่สามารถหาข้อแก้ตัวใดๆ มาทำให้พ้นผิดและไม่ต้อง รับโทษได้

การข่มขืนหรือการสมยอมล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องกล่าวอ้างของแต่ละฝ่าย แต่การพิสูจน์หลักฐาน ต่างๆ ทางวิทยาศาสตร์จะเป็นสิ่งที่พิสูจน์ความจริงได้ดีกว่าและช่วยให้ศาลสามารถนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้อีกด้วย

 

credit http://gotomanager.com